พลังในไสยศาสตร์ และการแยกแยะจริงลวง โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์


คำถามหนึ่ง ที่มักจะได้พบเสมอ และสำหรับฉันเองก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือคำถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ได้พบเจอ เป็นเรื่องเร้นลับที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่มโน”

และในโลกของสิ่งเร้นลับที่ดูมีมากมายในสังคมไทยเรา มันเป็นข้อเท็จจริงแค่ไหน

หลายครั้งที่ฉันอดจะคิดถึงเรื่อง 2 เรื่องไม่ได้ คือหนึ่ง สิ่งที่ตามองไม่เห็น ใช่ว่ามันจะไม่มี ตัวอย่างเช่น หากใครสักคนเกิดมาตาบอดแต่แรกเกิด มองไม่เห็นสิ่งใดๆ เขาจะรู้ได้ว่าสิ่งนั้นมีอยู่ต่อเมื่อได้สัมผัส และได้รับการบอกเล่าอธิบาย แต่ใครจะรู้ว่า ในจินตภาพนั้นจะตรงกันกับความจริงแค่ไหน (คนละอย่างกับผู้พิการสายตาภายหลัง ที่อาจจะรู้แล้วว่าของแต่ละอย่างเคยมีรูปทรงอย่างไร)

อีกหนึ่งคือ ปลาที่อยู่ในน้ำ กับนกที่อยู่บนฟ้า เมื่อปลากระโดดขึ้นเหนือผืนดิน มันย่อมจะเสียชีวิตได้ หรือหากนกปีกหักตกลงไปในน้ำ มันก็คงจะตายได้ทุกเมื่อ

อย่างไรก็ดี ยามที่ปลาใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ ถ้ามีคนบอกว่า บนผืนดินที่แห้งผากนั้นสามารถอยู่อาศัยได้ เราไม่ต้องเอาตัวจุ่มไว้ในน้ำตลอดเวลา ปลาจะเชื่อไหม ในเมื่อโลกที่ไร้น้ำคือโลกของความตายเท่านั้น การที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใช้ชีวิตกันอุ่นหนาฝาคั่งบนฟากฝั่ง ช่างดูเหลวไหล?

ฝูงนกก็เช่นกัน หากบอกพวกมันว่า มีชีวิตมากมายที่ไม่อาจจะโบยบินได้บนฟ้ากว้าง ไม่ใช่ทุกชีวิตที่จะกระพือปีกแล้วโผบินขึ้นไป นกจะขบขันไหม พวกมันอาจจะคิดว่าน่าตลกเสียจริง เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ต่อให้ไม่ต้องมีพ่อแม่นกสอนบิน ไม่เร็วก็ช้า นกหลายชนิดก็จะบินได้อยู่ดี

ฉันมักจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เมื่อบางครั้งเรายังไม่มีคำตอบแน่ชัดกับเรื่องหลายอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดเป็นประสบการณ์เฉพาะตน แต่ก็นั่นเอง ฉันคิดว่า เรื่องที่เราคิดว่า “ช่างเร้นลับ” ในตอนนี้ มันอาจไม่ได้เป็นสิ่ง “เหนือธรรมชาติ” อะไรมากมาย เพียงแค่เราต่างหากที่ยัง “รู้” ไม่พอ

เหมือนกว่าจะเข้าใจได้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหลายเกิดขึ้นได้อย่างไร กว่าจะเดินทางมาถึงวันที่มีวิดีโอคอล ไลน์คุยกันได้ทั่วโลก มีชีวิตอยู่กับคลื่นไร้สาย ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ มีดาวเทียมร่วมโคจรบนฟากฟ้า มีการศึกษาเรื่องคลื่นความโน้มถ่วง มีการค้นพบแกแล็คซี่ใหม่ๆ ฯลฯ

แหงนหน้ามองท้องฟ้าดูสิ เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิต ณ ปัจจุบันขณะที่กระจ้อยร่อยจะตายไป

ในการใช้ชีวิตอยู่กับผี กับไสย์ โหราศาสตร์การพยากรณ์ อย่างที่ครอบครัวของเราใช้ชีวิตมา จึงอาจจะเป็นเรื่องตลกขบขันและดูเหลวไหลในสายตาผู้คนอีกมากมาย เช่นกัน ก็มีผู้คนที่สนใจในสิ่งเดียวกันกับเรา และเชื่อถือศรัทธาในเรื่องเดียวกัน

การที่วันหนึ่ง…รูปหล่อพิมพ์ “งั่ง” ตัวหนึ่ง ดิ้นขยุกขยิกอยู่ในฝ่ามือ จึงถือว่าเป็นอีกเรื่องของการเปิดโลกแก่ฉัน

ฉันเป็นคนขี้สงสัย น่าจะนิยามแบบนี้ได้ และตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เป็นคนไม่ค่อยยอมเชื่ออะไรง่ายๆ ไหนจะเพราะมีพ่อกับแม่ที่มีอุปนิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้หลายอย่างที่พ่อกับแม่ทำมักจะขัดแย้งกันเอง ทำให้ในฐานะลูกคนหนึ่ง ฉันจะไม่ด่วนเชื่อฝ่ายใดง่ายๆ ไม่ค่อยลงความเห็นว่าอะไรผิดอะไรถูก จนกว่าจะได้พิสูจน์มันด้วยตัวเอง

และชีวิตที่ผ่านมา ก็ยังได้สอนอีกอย่างว่า แม้แต่มุมมองและประสบการณ์ของเราเอง ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป ความจริงอย่างที่สุดคือ ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

ในชีวิตภาคที่พัวพันอยู่กับเรื่องไสย์ๆ การได้เกิดมาในครอบครัวที่มีพ่อแม่พี่น้องมี “ทักษะพิเศษ” เกี่ยวกับเรื่องภูติผีปีศาจ จิตวิญญาณ จึงอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันมักจะคิดอยู่บ่อยๆ อีกว่า สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดมาแล้วหรือไม่?

ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ดังที่เคยได้เล่าว่า บ้านเรามี “ของ” อยู่หลายสิ่ง ที่เป็นของแนวไสย์ และการใช้ชีวิตอยู่กับภูติผี วิญญาณ สัมภเวสี เรื่องเร้นลับ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยจนปกติธรรมดา อีกเพราะในแวดล้อมสังคมที่เติบโตมา เต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องผี

พูดให้ถูกแล้ว พวกเราอยู่ในสังคมคนนับถือผี และผีใกล้ชิดกับชีวิตเสียยิ่งกว่าพระ

ก่อนที่พ่อจะเสียชีวิตไปนั้น ในช่วงปีที่ได้ถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์ต่างๆ ให้ จึงเป็นหนึ่งช่วงเวลาที่มีคุณค่าสำหรับการเรียนรู้โลกอีกฝั่งของฉัน เพราะการพูดคุยกับพ่อในแต่ละวัน คุยกันแบบบ้านๆ ธรรมดาๆ กลับเต็มไปด้วยแนวคิดเชิงปรัชญา และทำให้ฉันเองเกิดความนับถือพ่อขึ้นมาอย่างจริงใจ

ดังเคยได้ถามพ่อว่า ทำไมพ่อเป็นคนที่ไม่มีลายสักในตัวเลย? เพราะสำหรับคนเหนือล้านนา การสักยันต์บนผิวเนื้อคือสิ่งที่น่าเกรงขาม ยิ่งลายสักงดงาม เต็มไปด้วยอักขระคาถา เป็นสิ่งน่าดึงดูดใจจะตายไป พวกลุงๆ ของเราเองยังสักกันถึงโคนขา

พ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยที่สึกออกมาใหม่ๆ ไปเป็นทหารเกณฑ์ เป็นยุคที่ได้ร่ำเรียนคาถาวิชามาแล้วระดับหนึ่ง พ่อก็เคยไปสักตามเพื่อนเพราะเห็นว่าน่าสนใจดี

“พ่อเลือกสักบนมือ” พ่อว่า “สักตัวคาถาลงทั้งห้านิ้ว แต่ว่า สักเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้าน รู้สึกว่ามันไม่งามอย่างที่คิดไว้”

ฉันมองดูหลังมือพ่อในตอนที่คุยกัน นอกจากความเหี่ยวย่นในวัยชรา ก็ปราศจากลายหมึกใดๆ

“ไม่เห็นมีรอยสักอะไรเลยนี่พ่อ

“ก็ไม่มีสิ พ่อขูดออกเองจนเกลี้ยง เลือดฮะเลือดฮ่าม”

นั่นคือการใช้ปลายมีดขูดขีดเอารอยสักออกจากมือตัวเอง พ่อว่า ดีที่ตัดสินใจขูดออกตั้งแต่ตอนเพิ่งสักมาใหม่ หมึกยังไม่แห้ง หนังยังไม่สมาน พ่อมานะพยายามขูดหมึกออกจนเลือดแดงเถือกไปทั้งมือ ทำอยู่หลายวัน เจ็บนักก็พักก่อน พอค่อยสร่างซาก็รวบรวมพลังใจทำต่อ

ในยุคที่ไม่มียาชา พ่อใช้วิธีรักษามือตัวเองด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน ขูดไปล้างแผลไป ต้มน้ำสมุนไพรแช่มือ ทำน้ำมนต์ให้ตนเอง จนในที่สุดก็เอาลายสักออกได้หมด และรอยแผลที่เกิดก็จางหายไปตามเวลา

“บางคนเขาก็ว่า เป็นถึงหนานปู่จารย์ ไม่มีลายสักสักตัว” พ่อว่าแล้วก็หัวเราะ

“แล้วพ่อตอบเขายังไง” ฉันถาม

“ก็บอกเขาว่า ไม่ต้องสักให้ใครเห็นก็ได้ คาถามีอยู่ในปุ๋ม” พ่อตบท้องตัวเอง *ปุ๋ม* – หมายถึงพุง “คาถาเป็นร้อยเป็นพันอยู่ในหัวในตัว จะชักเอาตัวไหนมาใช้ก็ได้ ไม่ต้องสักแล้ว”

“พ่อ แล้วถ้าเราจำคาถาได้ไม่หมดล่ะ”

“ก็ไม่เป็นไร” พ่อว่า “เดี๋ยวจะให้เคล็ดลับ”

พ่อให้เคล็ดลับฉันจริงๆ ในเวลาต่อมา นั่นคือการสอนว่า จงให้ความสำคัญกับ *พลังจิต* การรวบรวมความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ให้เป็นหนึ่งเดียว

วิชาไสยศาสตร์ ตามที่เรียนจากพ่อ และพ่อเรียนต่อจากครูบาหลายองค์ รวมถึงหมอไสยศาสตร์ฆราวาส เป็นสายของการใช้เวทมนตร์คาถาที่ให้ความสำคัญกับรวมจิตให้แข็งกล้า จนถึงที่สุดแล้ว จะเป็นดังคำที่กล่าวว่า สูงสุดคือสามัญ กระบี่อยู่ที่ใจ และการเข้าถึง *พื้นที่ว่าง* อันกว้างใหญ่ จนจะเสกสรรค์อะไรก็ได้ ใต้กฎ “ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว”

นั่นคือการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยว่า ทุกชีวิตมีรายละเอียดของตนเอง มีปัจจัยประกอบสร้าง แต่ก็ย่อมมีหลักการเหมือนกระดูกสันหลัง ทุกอย่างที่ดูไร้เหตุผลมักจะดำเนินไปด้วยเหตุผล แม้สิ่งที่เร้นลับที่สุด ก็ยังมีจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเบื้องหลัง

ดังเช่นการที่ “งั่ง” ดิ้นขลุกขลักอยู่ในฝ่ามือให้รับรู้ การที่หุ่นหล่อพิมพ์จากทองเหลืองธรรมดาๆ ลงไปหาพ่อได้ การที่มีคนได้เห็น “หุ่น” ของเราขยิบตา การที่มีเด็กเห็น “หุ่นพยนต์” จำแลงเป็นคนนุ่งกางเกงสีแดงอยู่ในบ้าน ฯลฯ เหล่านั้นล้วนมีเบื้องหลังทั้งหมด

เหมือนอีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงที่พ่อไม่สบาย แล้วฉันกับน้องกำลังเฝ้าพ่ออยู่ในโรงพยาบาล ก็มีโทรศัพท์เข้ามา

พี่สาวโทรเข้ามาละล่ำละลักบอกว่า “กลับมาบ้านก่อนได้มั้ย มีผีอยู่ที่บ้าน”

ฉันถามว่า ผีอะไร อยู่ตรงไหน และขณะนั้นเป็นเวลากลางวันแสกๆ

พี่สาวบอกว่า “อยู่หน้าห้องพ่อ ตะกี้นี้เลย”

และเรื่องผีที่มาในช่วงพ่อกำลังป่วยนั้น พวกเรายังมาคิดกันภายหลังเลยว่า ช่างมาเป็นซีรีส์ มาเป็นมหากาพย์ผี และเป็นเรื่องที่ไม่ปกติธรรมดา

ตอนหน้าจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังต่อค่ะ


Leave a Reply

Your email address will not be published.